ความเป็นมา PRM

คำว่า “PRM” เมื่อประมาณปี 2548-2558 นั้นจะใช้คำว่า “PR model” แต่ภายหลังสมาชิกบางท่านโดยเฉพาะรุ่นที่ไปอบรมที่ “สวนบุษบา” อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี มีอาจารย์อาคม จะนิยมใช้คำว่า “PRM” แทน “PR model” ซึ่งผู้เขียนเอง (ใช้แทน อ.รัชยุทธ วรรณศิริบุญ หรือ อ.ตรี ) ก็มองว่าเขียนง่ายกว่าจึงเปลี่ยนใช้ต่อๆกันมา

ส่วนคำว่า “PRM” หรือ “PR model” นั้นเกิดจากแนวคิดที่ตั้งชื่อหลักการที่ผู้เขียนได้บัญญัติหลักและวิธีการมองปัญหา ตลอดจนนำหลักการดังกล่าวมาใช้เป็นคำสอน โดยอาศัยคำสอนและคำแนะนำจากอาจารย์ (รศ.ดร.นิรันดร์ สิงหบุตรา) และกลุ่มอาจารย์ (ได้แก่ อ.ประวัติ ตันบุญเอก, อ.ศรณ์ กันรัตนากุล, อ.ดร.วิเชียร เองสวัสดิ์, อ.ดร.วิชิตชัย เตโชติรส และ อ.ดร.สุชาติ จิราพรพิทักษ์) มาวิเคราะห์บวกกับผู้เขียนเป็นลูกหลานเชื้อสายจีนที่มีอาสาวเป็นคนเลี้ยงดูและคอยพร่ำสอนรวมทั้งได้เคยทำงานกับท่าน ดร.ศรีสง่า กรรณสูต และคุณเฑียนดนัย ตรีทัศนถาวร จึงทำให้ได้เทคนิคและวิธีการทำงานจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ ทำให้เมื่อผู้เขียน เข้ามาสู่วงการเกษตรตามความชอบส่วนตัวรวมทั้งเข้าถึงแก่นของการทำเกษตรตั้งแต่การเป็นเจ้าของสวน การเพิ่มมูลค่า การส่งผักและผลไม้เข้าสู่ตลาดภาคใต้ทั้งเกาะสมุย และภูเก็ต เปิดร้านขายวัสดุทางการเกษตร จนสุดท้ายผันตัวเองมาเป็นที่ปรึกษาทางการเกษตร

เมื่อชีวิตพลิกผันมาเดินทางด้านการเกษตรเช่นนี้ ประจวบกับ DNA ไม่ว่าของปู่และอาก็มี คุณลักษณะจิตอาสาคอยช่วยเหลือผู้คน จึงทำให้ DNA ดังกล่าวตกถึงผู้เขียน เพราะนอกจากประกอบอาชีพจนตัวเอง พอจะอยู่ได้แล้วด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงออกเดินทางร่วมกับ อ.ประวัติ ช่วยกันแก้ปัญหาทั้งในส่วนของสวนผักตัวเอง และที่ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะเวลาชาวบ้านมีปัญหา ท่าน อ.ประวัติ ก็จะโทรมาถามว่า มีกรณีนี้สนใจจะไปด้วยมั้ย

ทำให้ตลอดช่วงปลายสมัยที่ อ.ประวัติ ยังมีชีวิตอยู่ ได้ทำงานรับใช้ท่านร่วมทั้งได้ฝึกฝนความรู้ในการทำงาน ท่านอาจารย์และทีมงานมีเพื่อนรวมงานของท่าน เมื่อจะเดินไปไหนผู้เขียนจะมีหน้าที่ขับรถ ผู้ช่วย เลขา ให้เหล่าอาจารย์ทำงานเมื่อท่านปรึกษาวิเคราะห์งาน ผู้เขียนก็มีก็มีโอกาสรับฟังและบางเรื่องคณะอาจารย์ท่านก็จะให้ ผู้เขียนไปทำไปหาข้อมูล ท่านค่อยชี้ถูกชี้ผิดคอยแนะนำ จนผู้เขียนรู้สึกว่า ความรู้ของท่านทั้ง 5 ได้ไหลรวมมาอยู่ที่ตัวผู้เขียน ในขณะที่อีกด้านผู้เขียนมีความใฝ่รู้ในแนวมางเกษตรธรรมชาติ จึงได้นำเอาความรู้ที่ได้รับดังกล่าวมา วิเคราะห์จัดวางความรู้ขึ้นใหม่ตามแนวทางที่ท่านชี้นำ อ.ประวัติ ท่านบ่นเรื่องความมีอีโก้ของนักวิชาการ “นักวิชาการทั่วไปเวลาทำงานมักให้ตำราพาทำงาน แต่ไม่ทำงานโดยใช้ตำราประกอบการทำงาน” เป็นคำสอนที่มีผู้เขียนหวงมากไม่เคยถ่ายทอดหรือเล่าสู่ให้ใครฟังเพราะมีความคิดว่าถ้าหากทุกคนคิดได้และตีโจทย์แตกแบบผู้เขียน

การแก้ปัญหาก็จะเกิดแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นเยอะแยะมากมายแข่งกับผู้เขียน ซึ่งเป็นความคิดที่จิตใจค่อนข้างคับแคบ ผู้เขียนพึ่งจะเผยแพร่คำชี้แนะของท่าน อ.ประวัติ ให้ ก่อนที่เขียนบทความนี้ได้ไม่กี่เดือน

จากความเป็นมาดังกล่าวทำให้ผู้เขียนได้รวบรวมความรู้ประสบการณ์ บวกการค้นคว้าและคำสอนที่ค่อยๆ ได้รับมาค่อยๆ เรียบเรียงจนเกิดแนวทางการเกษตรตามแนวคิดที่ได้ทดลองกระทำซ้ำๆ และได้ขอคำปรึกษาจากอาจารย์แต่ละท่านเป็นระยะ จนมั้นใจว่าแนวทางดังกล่าวใช้ได้ ช่วงหลังเมื่อ อ.ประวัติ ท่าน ได้ป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ก่อนเสียชีวิตท่านได้สั่งเสียกับลูกชายท่านว่า “บอกตรีนะว่า อย่าทิ้งชาวบ้าน” เมื่อลูกชายอาจารย์ท่านโทรมาแจ้งข่าวผม ผมตกใจมาก เพราะความรู้ที่เรียนมาก็ไม่ใช่ไม่ตรงแนวทางและคนละด้าน ที่มีก็มีแต่ความรู้เก็บตกบวกกับประสบการณ์ที่ได้จากการรับใช้แต่ละท่านอาจารย์เหล่านี้ แต่ยังดีในงาน อ.ประวัติ ท่าน อ.ศรณ์ ท่านบอกว่ามีอะไรให้โทรหาท่านโดยตรงอะไรผมช่วยได้ผมจะช่วยดูแล อ.ประวัติ บวกกับท่าน อ.ดร.วิเชียร ท่านเอ็นดูและถ่ายทอดเวลาเมื่อนำความรู้ที่รวบรวมมาออกสู่สังคมการเกษตรก็ปรากฏว่า ได้้รับผลตอบรับในทางบวก ไม่ว่าพื้นที่นั่นๆจะเป็นพื้นลุ่ม ภูมิประเทศหรือบนดอยสูง อะไรที่คนอื่นแก้ไม่ได้เราแก้ได้้ด้วยแนวคิดง่ายๆ เคยแม้กระทั่งใช้ผลงานช่วยชีวิตเจ้าของสวนกล้วยไม้ใหญ่มือผสมพันธุ์ระดับประเทศที่กำลังคิดสั้นจนกลับมาร่ำรวย ทำไม้ผลและพืชเมืองหนาวที่บอกว่ายากและไม่เคยทำได้จนสามารถผลิดอกออกผลได้เก็บเดี่ยวผลผลิตได้

แต่ด้วยงานที่ผู้เขียนทำเป็นจิตอาสาไม่ได้คิดทำเป็นการค้า เมื่อทำอะไรสำเร็จให้ก็จบกันแค่นั้น ไม่ได้มีการทำการตลาดเพื่อขายสินค้า จนเหล่าลูกศิษย์ขอร้องว่าอยากให้ผู้เขียนเปิดตัว เพื่อให้สังคมรับรู้รวมทั้งรู้จักแนวทาง PRM อีกทั้งผลผลิตที่เป็น PRM ว่าดีต่อสังคมอย่างไร? ไม่เช่นนั้น การทำหรือการผลิต ผลผลิต PRM เวลาไปวางตลาดก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ทั้งๆที่เรามีคุณสมบัติเหนือกว่าทุกๆด้าน

ประกอบกับอายุเริ่มนับถอยหลัง กรณีท่าน อ.ประวัติ ก็เป็นแบบอย่างให้ได้เรียนรู้ว่าเมื่อหมดอายุไขลง ทุกอย่างถ้าไม่ผู้สืบทอดความรู้ดังกล่าวก็ต้องจบลงที่ผู้เขียนเลยต้องลงมือเรื่องเขียนความรู้ต่างๆ ออกเป็นเนื้อหาไว้ให้ทุกคนได้ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ ผู้เขียนทราบดีว่าตัวผู้เขียนเองไม่ได้มีวุฒิบัตรตามเนื้อหาที่เขียน ดังนั้นหากข้อมูลใดที่ผู้เขียนเขียนออกมาแล้ว ผู้อ่านหรือผู้สนใจเห็นว่าไม่ถูกต้องผู้เขียนยินดีรับฟังแก้ไข

คำว่า PRM คืออะไร?

คำว่า “PRM” หรือ “PR model” มาจากอะไร? มีความหมายอย่างไร?

  • P เป็นชื่อท่าน อ.ประวัติ ตันบุญเอก ใช้พยัญชนะอังกฤษ ตัวหน้า P (PRAWAT)
  • R เป็นชื่อ อ.ตรี รัชยุทธ วรรณศิริบุญ ใช้พยัญชนะอังกฤษ ตัวหน้า R (RATCHAYUT)
  • M มาจากคำว่า Model

ชื่อนี้มาจากการถกกันระหว่างกลุ่มลูกศิษย์มีความคิดที่จะเปิดอบรมเพื่อให้เป็นแนวทางและสัญลักษณ์หรือกลุ่มงาน

ส่วนโลโก้เป็นแนวคิด ของกลุ่มลูกศิษย์ที่ติดตามทั้งที่บ้านห้วยข้าวกำ อ.จุน จ.พะเยา และบ้านป่ากลาง อ.ปัว จ.น่าน โดยอดีตเจ้าหน้าที่เทศบาลป่ากลาง (มี่) เป็นผู้ออกแบบแล้วจึงยึดมาใช้ได้ถึงปัจจุบัน

โลโก้ PRM

ช่วงที่ผู้เขียนได้เดินทางร่วมกับท่าน อ.ประวัติ และคณะอาจารย์ ได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกกับการดำเนินชีวิตของพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะผู้เขียนเติบโตมากับครอบครัวคนจีน ชีวิตตั้งแต่เด็กจะถูกบ่มสอนให้ต้องทำงานหนัก ทำงานต้องวางแผน ทำงานประหยัดมัธยัสถ์ พอสัมผัสกับชีวิตจริงของชาวบ้านก็มีความรู้สึกเบื่อหน่าย มีความคิดซ้ำเติมเขาเพราะเห็นว่าวันๆ ชาวบ้านไม่ทำอะไร แต่ติดที่ อ.ประวัติ ท่านยังพาทำชี้นำและสอนว่า “ชาวบ้านเขาขาดโอกาส ตั้งเเต่เด็กจนโตไม่มีใครอบรมสั่งสอนพวกเขาเหมือนพวกเรา เขาโตมาแบบที่ทำมาหาไปวันๆ เหมือนตำข้าวสารกรอกหม้อ เขาไม่มีการเเข่งขัน เเละก็ไม่รู้ว่าทำแล้วจะเอาไปขายที่ไหน? จะทำอะไร? ทำอย่างไร? สิ่งนี้แหละที่เขาไม่รู้อะไรเลย ต่างจากพวกเรา เพราะผู้เขียนเองถูกสอนมาว่า ‘เดินพ้นประตูบ้านไป เงินหล่นเรียดลาดเต็มไปหมด อยู่ที่ใครจะมองเห็นมองไม่เห็น ใครรู้จักหยิบข้ึนมา เมื่อหยิบมาแล้วก็ต้องใช้ให้เป็น’

เมื่อเป็นดังนั้น ท่าน อ.ประวัติ ท่านให้โจทย์ว่าให้ลองหาวิธีดูว่า จะช่วยเขา จะนำหรือพาเขาหรือแก้ปัญหาให้เขาอย่างไร?

เมื่อได้โจทย์ แนวคิดหลักและวิธีการก็เกิดขึ้น แต่เป็นหลักและแนวทางที่พูดว่า ผิดเเล้วผิดอีกแก้แล้วแก้อีก เพราะปัญหาที่เราเห็นเป็นปัญหาที่เกิดจากพื้นฐานเดียวกัน แต่ตัวปัญหาและตัวดำเนินการมันคือคน ที่ทุกคนมีแนวคิดและวิธีตัวเองทั้งสมอง หัวใจ และความอดทนอดกลั้นที่ไม่เหมือนกัน “อีกทั้งผู้คนเหล่านี้ล้วนแต่ถูกสังคมการค้าเอาเปรียบหลอกใช้ เเถมตัวพวกเค้าเองก็ไม่รู้ว่า ที่ทุกสิ่งที่เข้ามาพบเจออะไรจริงอะไรเท็จ? ทุกขบวนยุทธที่ผู้เขียนได้เข้าไป เห็นแล้วรู้สึกอเนจอนาถใจตอบยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าไปเพื่อให้วิถีแก้ปัญหา PRM เป็นวิถีแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จให้ได้ เพราะเราได้ข้อสรุปแล้วว่าการแก้ปัญหาความยากจนให้ชาวบ้าน ทุกอย่างล้วนมองแล้วแก้ไขได้เป็นระบบทั้งหมดแต่ที่แก้ไม่ได้ก็เพราะยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

หลักการ PRM คืออะไร?

การพัฒนาคำสอน อาศัยประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของผู้เขียน อีกทั้งได้ศึกษาหลักการของปรัชญาต่างๆ เมื่อได้รู้แก่นของคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนไว้ และเมื่อเทียบกับปัญหาที่เกิดในทุกๆมิติ ยิ่งเราเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่สอนเรื่องหลักที่เรามักพบเจอเป็นประจำ และเรียกมันว่า “ปัญหา”

“ปัญหา” คือ สิ่งที่ก่อให้เกิดแนวคิดในการค้นหาความจริงเพราะคนเรามักหลีกหนีปัญหาไม่พ้น ดังนั้นการค้นหาความจริงของปัญหาจึงต้องเข้าใจว่าปัญหาเหล่านั้นมาจากอะไร? ต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งถึงต้นเหตุของปัญหา เพื่อเเก้ไขปัญหาเดิมเเละป้องกันการเปิดปัญหาใหม่

หลักการแก้ปัญหาแบบ PRM

จากรูปแบบเราจะเกิดปัญหา ปัญหาจะเกิดได้เนื่องจากข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ เมื่อสั่งสมมากๆ ก็จะพัฒนาไปสู่ปัญหา ดังนั้นเราต้องมองให้เห็นมูลเหตุแห่งการเกิดและเราต้องให้ปัญหามันจบ เราจะต้องมองเห็นมูลเหตุแห่งการเกิดปัญหาและแจกแจงมูลเหตุแห่งปัญหาออกเป็นข้อๆ แล้วค่อยๆแก้ปัญหาจากง่ายไปหายากจากจำเป็นที่สุดสู่ปัญหาที่ต้องแก้ท้ายสุดโดยไม่สร้างปัญหาใหม่และทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความอดกลั้น อดทน สติ สมาธิ โดยยึดหลักตามลำดับดังนี้

  1. เมื่อมีปัญหาให้หยุดนิ่งแล้วมองปัญหาด้วยสติ
  2. มองให้เห็นจุดเริ่มต้นเเละสาเหตุของปัญหา
  3. แจกแจงมูลเหตุของปัญหาออกเป็นข้อ ๆ
  4. เรียงลำดับปัญหาจากง่ายไปหายาก
  5. ตั้งสติ สมาธิ และอดทน ค่อย ๆ แก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดไปสู่ปัญหาที่ยากขึ้น เพื่อลดปัญหาที่รุมเร้าน้อยลง เมื่อแก้ง่ายจนเกิดความชำนาญก็จะเริ่มแก้ปัญหาอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น

การเกษตรรูปแบบ PRM

การเกษตรรูปแบบ PRM เป็นการเกษตรที่เข้าถึงอภิปรัชญาว่าด้วยความจริงที่เกษตรกรต้องการเเสวงหาความจริงอันเป็น พื้นฐานที่สุดที่เรียกว่า Ultimate Reality ปัจจุบันการทำเกษตรส่วนใหญ่มุ่งเน้นโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐาน นั่นคือ “ดิน” การมองปัญหาก็มองแก้เฉพาะจุด ไม่ได้แก้เป็นระบบ แต่ในหลักการ PRM แล้วการแก้ปัญหาเป็นระบบจะเป็นการเเก้ปัญหาแบบเกื้อหนุน เมื่อเรามองที่จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร หากเราสามารถย้อนกลับสร้างความสมบูรณ์ของดินแบบย้อนกลับได้ เราก็กลับไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ได้เหมือนเดิม

เพราะปัจจุบัน เกษตรกรมักใช้ปุ่ย ยา เเละฮอร์โมนเร่ง แต่ไม่มองไปที่ต้นเหตุของปัญหาว่าดินถูกใช้และมีการบำรุงรักษาที่ไม่ถูกวิธี  ถูกสอนให้มองว่าอินทรียวัตุมีปัญหาในการควบคุมโรคและแมลง เมื่อดินขาดอินทรียวัตถุโครงสร้างของดินก็จะเเน่น ไม่มีช่องว่างให้อากาศและน้ำแทรกซึม การไถพรวนเป็นวิธีแก้ปัญหาชั่วคราวและทำลายนิเวศของดิน พอน้ำซึมลงไปเหยียบย่ำเพียงไม่กี่ครั้งดินก็จะแน่นขึ้น รากหายใจลำบาก และการสลายตัวของอินทรียวัตถุจะได้ธาตุอาหารประมาณ 16-17 ธาตุ เป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดิน ซึ่งจะถูกดูดซึมไปเป็นโครงสร้างทั้ง ราก ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ดอก ผล ซึ่งเป็นการหมุนเวียนอาหารในธรรมชาติ เมื่ออินทรีย์วัตถุลงลด กิจกรรมของจุลินมรีย์จะลดลง รากพืชจะเริ่มอ่อนแอ การดูดซึมน้ำและอาหารก็จะต่ำ ทำให้พืชเริ่มจะอ่อนแอและโนโรคเเละแมลงโจมตี

จากหลักการ PRM คือการข้าถึงการแก้ปัญหาพื้นของดินที่ขาดหายไป โดยการสร้างและเติมเต็มพลังและชีวิตในดินให้กลับมาใหม่ ซึ่งชีวิตในดินมีความสำคัญในโครงสร้าง ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดังคำกล่าวที่ว่า:

ดินดี  เป็นดินที่มีสิ่งปกคลุม

ดินที่มีสิ่งปกคลุม เป็นดินที่มีชีวิต

ดินที่มีชีวิต เป็นดินที่มีพลัง

พลังของดิน  เกิดจากชีวิตในดิน

“พลังของดิน ก็คือ ‘ภูมิผ่นดิน’ หรือ ‘ภูมิพล’”

พระปรมาภิไธ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรหมาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่องค์การยูเนสโก สถาปนาวันพระราชสมภพ 5 ธันาว่าคม เป็น “วันดินโลก”

การทำเกษตรเบบดั้งเดิมเป็นการทำการเกษตรเเบบย้ายถิ่นฐาน เลือกพื้นที่ปักหลักตามความอุดมสมบูรณ์ของดิน และแหล่งน้ำ เมื่ออยู่ไปนานๆดินเสื่อมปลูกพชไม่ได้ก็จะย้ายถิ่นหาที่ทำกินใหม่ แต่ในปัจจุบันไม่สามารถโยกย้ายไปหาแหล่งใหม่ได้อีก พื้นที่เดินก็เสื่อมลงเรื่อย ๆ เพราะการใช้ยาเเละสารเคมี

การทำเกษตรรูปแบบ PRM คือการสืบค้นหาเหตุของปัญหาซึ่งในข้างต้นคือการใช้ดินเกินจากที่ดินสามารถปรับสภาพรองรับได้ ซึ่งมีวิธีฟื้นฟูหลัก ๆ อยู่ 3 วิธี

1.  พักดิน หรือ ปล่อยพื้นที่ให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาประมาณ 7-10 ปี

2.  ฟื้นฟูโดยใช้หลักการปัจจุบันช่วย ต้องใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี

3.  ฟื้นฟูโดยใช้ทางลัด โดยการจักรูปแบบใช้เทคนิคและวิชาการช่วยแบบ PRM ซึ่งโดยหลักการและวิธีการนี้ไม่ต้องรอให้ดินฟื้นตัว แต่เราอาศัยนวัตกรรมและความเข้าใจในหลักธรรมชาติ

บ่อเกิด แนวคิด ความคิด อภิปรัชญา PRM

  1. ความอยากรู้ อยากเห็นของการปฏิบัติตามเเนวทางเกษตรธรรมชาติ เกษตรยั่งยืน เพื่อตอบสนองเรื่องเกษตรอินทรีย์
  2. ความบกพร่องของการทำเกษตรในปัจจุบันทำให้สมดุลธรรมชาติเสีย
  3. ความคิดที่จะสร้างการเกษตรรูปแบบใหม่ที่มีความถูกต้องในแนวปฏิบัติที่เรียกว่า ทางสายกลาย โดยไม่ยึดติดกับเกษตรอินทรีย์หรือเคมี
  4. ลดการครอบงำจากภาคธุรกิจ
  5. สร้างกฎเกณฑ์ที่เเน่นอนให้กับการปฏิบัติ ด้วยวิถี PRM

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเกิดแนวทางการเกษตรที่ถูกบัญญัติขึ้นมาใหม่ว่าด้วยแนวทางเกษตที่เป็นทางสายกลาง ไม่ยึดติดข้อห้ามในงานวิจัยที่นำออกมาใช้ เเต่จะนำงานวิจัยไปใช้ร่วมปฏิบัติแบบมีเหตุผล