อาชีพการเกษตร คือ อาชีพที่น่าร่ำรวยที่สุด
ผมมักจะยืนยันคำเดิมเสมอว่า “อาชีพการเกษตร คืออาชีพที่น่าร่ำรวยที่สุด” ลองพิจารณาดูเถิด… เพียงเราลงทุนด้วยเมล็ดข้าวเมล็ดเดียว หากรู้วิธีจัดการที่ถูกต้อง เมล็ดนั้นจะให้ผลผลิตกลับคืนมาถึง 300-400 เมล็ด หรือเพียงลงทุนกิ่งยางกิ่งเดียว เราก็สามารถเก็บเกี่ยวน้ำยางหล่อเลี้ยงชีวิตได้ยาวนานถึง 20-30 ปี นี่คือสัจธรรมที่ธรรมชาติมอบให้ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ทำไมเกษตรกรส่วนใหญ่ยิ่งทำ หนทางยิ่งตัน รายได้ไม่คงที่ ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ? ทำไมเราจึงยังไปไม่ถึงความ “ร่ำรวย”? คำตอบอยู่ที่ “ทัศนคติและการดำเนินชีวิต” ของเราครับ เรามักถูกสอนให้มอง “รายรับ” เป็นตัวตั้งว่าได้เงินมาเท่าไหร่ แต่เรากลับมองข้าม “รายจ่าย” และที่สำคัญที่สุดคือเราไม่ได้มองว่า “เราเหลือเท่าไหร่” เมื่อเงินที่เหลือในกระเป๋าหลังหักรายจ่ายที่สิ้นเปลืองนั้นแทบไม่เหลือ เราจึงมองว่าการเกษตรเป็นหนทางที่ตีบตัน ยากจน และไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้ นั่นเป็นเพราะเรายังหา “จุดสมดุลของการครองเรือนในอาชีพ” ไม่เจอ เราฝืนหลักธรรมชาติด้วยการทำพืชเชิงเดี่ยวและละทิ้งเกษตรแบบผสมผสาน ในอดีตที่ระบบนิเวศยังสมบูรณ์ ธรรมชาติยังพอช่วยประคับประคองเราไว้ได้ แต่ปัจจุบันระบบนิเวศถูกทำลายด้วยการเกษตรแผนใหม่จนสิ้น เมื่อธรรมชาติไม่ค้ำจุน ปัญหาจึงหมักหมมและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจสำคัญของ PRM: กลับสู่รากฐานที่ยั่งยืน นวัตกรรมศาสตร์ PRM พร่ำสอนพวกเราเสมอว่า: “การเกษตรอยู่ที่การทำดิน ไม่ใช่การวิ่งหาซื้ออะไรมาใส่” อ.ตรี รัชยุทธ วรรณศิริบุญ และจำไว้เสมอว่า “ดินคือพ่อ น้ำคือแม่ พืชคือลูก” วงจรเกษตรกรรมมีอยู่เพียงเท่านี้ครับ ไม่ว่าเราจะดิ้นรนไปทางไหน สุดท้ายคำตอบที่ยั่งยืนที่สุดคือการกลับมาสู่รากฐานที่ PRM วางไว้ อย่าเดินตามกระแสเงินที่ฉาบฉวย เพราะเมื่อทุกคนแห่กันไปทางนั้น […]
